หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค มรณะภาพกว่า 45 ปี สังขารไม่เน่าเปื่อย

หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค มรณะภาพกว่า 45 ปี สังขารไม่เน่าเปื่อย

เกจิอาจารย์ชื่อดังใน จังหวัดนครสวรรค์ หนึ่งในนั้นต้องมี หลวงพ่อพรหม ถาวโร อดีตเจ้าอาวาส วัดช่องแค อยู่อย่างแน่นอน เพราะท่านเป็นที่เคารพนับถือของชาวนครสวรรค์ เชื่อว่าท่านมี วิชาอาคม ปลุกเสกพระเครื่องดัง และเมื่อท่านละสังขาร ร่างกายท่านกลับไม่เน่าเปื่อย

ในหลวง – พระราชินี เสด็จฯ ถวายผ้าป่า

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าป่า ณ วัดช่องแค (หลวงพ่อพรหม)

โดยพระครูนิวัฐปัญญากร (สมศักดิ์ ปญฺญาสิริ) เจ้าอาวาสวัดช่องแค (หลวงพ่อพรหม) ถวายรูปหล่อหลวงพ่อพรหมเนื้อสัมฤทธิ์ แหวนหลวงพ่อพรหมเนื้อทองคำ และเหรียญหลวงพ่อพรหมเนื้อทองคำ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายแหวนหลวงพ่อพรหมเนื้อทองคำแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ประวัติ หลวงพ่อพรหม ถาวโร

วัดช่องแค ตำบลพรหมนิมิต อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เกิดขึ้นได้เพราะ หลวงพ่อพรหม ถาวโร เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดช่องแค

หลวงพ่อพรหม ถาวโร เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 ปีมะแม ตรงกับวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2426 ณ ตำบลบ้านแพรก อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บุตรนายหมี – นางล้อม โกสะลัง มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 4 คน คือ นางลอย นายปลิว หลวงพ่อพรหม นางฉาบ

ในวัยเยาว์ หลวงพ่อพรหม ศึกษาวิชาการอ่านเขียนกับพระในวัดใกล้บ้าน เมื่ออ่านออกเขียนได้พอประมาณ หลวงพ่อจึงเรียนอักษรขอมควบคู่ไปกับภาษาไทย ท่านจึงมีความรู้ภาษาขอมตั้งแต่ก่อนอุปสมบท

โดยหลวงพ่อพรหม อุปสมบทที่วัดเขียนลาย ตำบลบ้านแพรก อำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อ 15 มีนาคม พ.ศ. 2447 ได้รับฉายา “ถาวโร” โดยมีหลวงพ่อถมยา วัดเขียนลาย เป็นอุปัชฌาย์ และได้ศึกษาเล่าเรียนภาษาขอมจนชำนาญ และเริ่มปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

วิชาคาถาอาคมของหลวงพ่อพรหม

ท่านมีอาจารย์ที่สอนไสยศาสตร์และคาถาอาคม คือ อาจารย์พ่วง หลังจากที่ท่านได้อุปสมบท ก็ได้หลวงพ่อดำชี้แนะเรื่อง อสุภกรรมฐาน สมถกรรมฐาน วิปัสสนา อยู่ราวๆ 4-5 ปี จนอาจารย์พ่วงได้ฝากท่านกับ อาจารย์ปู่วอน

โดยหลวงพ่อพรหมศึกษาวิชาแขนงต่างๆ นานถึง 5 ปีเต็ม ก่อนที่อาจารย์ปู่วอนจะถึงแก่กรรม โดยหลังจากนั้น หลวงพ่อพรหมก็ไม่ได้ศึกษาวิชากับอาจารย์ท่านใดโดยตรงอีกเลย และยังนำเอากระดูกของอาจารย์ปู่วอนมาเก็บไว้ที่วัดช่องแค

แต่กระนั้นท่านก็ยังคงแลกเปลี่ยนวิชากับอาจารย์รุ่นพี่ และรุ่นเดียวกันระหว่างธุดงค์ เช่น หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ เป็นต้น

หลวงพ่อพรหมเคยเล่าให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังว่า อาจารย์พ่วงเป็นศิษย์หลวงปู่มา วัดบางม่วง ซึ่งเป็นสายพระอาจารย์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

ส่วนอาจารย์ปู่วอน ซึ่งเป็นฆราวาส เป็นศิษย์หลวงปู่นิล วัดแควป่าสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ หลวงปู่แสง วัดมณีชลขันธ์ จังหวัดลพบุรี และ อาจารย์เพ็งซึ่งเป็นฆราวาส อาจารย์ทั้งสามท่านเป็นพี่น้องกัน และหนึ่งในสามท่าน คือ หลวงปู่แสงเป็นอาจารย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆัง

ธุดงค์ไกลถึงประเทศพม่า

หลังออกพรรษา หลวงพ่อพรหมได้เริ่มเดินธุดงค์ เพื่อหาประสบการณ์เพิ่มเติม พระที่เคยร่วมเดินธุดงค์กับท่านคือ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ ซึ่งเป็นเหตุให้หลายคนเข้าใจผิดว่าท่านเป็นศิษย์หลวงพ่อเดิม

การเดินธุดงค์ของหลวงพ่อพรหม ได้เลยไปจนถึงเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า ซึ่งได้มีโอกาสไปนมัสการพระเจดีย์ชะเวดากอง โดยผ่านเส้นทางทางด่านพระเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี

ในระหว่างเดินทางต้องผ่านป่าน้อยใหญ่ ป่าดงดิบ เทือกเข้าสลับซับซ้อน ผจญสัตว์ร้าย งูพิษ รวมทั้งตัวทากดูดเลือด หลวงพ่อมีวิชาป้องกันตัว แต่ท่านเล่าว่า ท่านไม่เคยตั้งอยู่ในความประมาท ไม่ปักกลดขวางทางเดินของสัตว์ใหญ่ จะเลือกทำเลซึ่งไม่เบียดเบียนสัตว์น้อยใหญ่เพื่อปักกลด

พร้อมกับนั่งเจริญพระพุทธคุณเสกกำแพงแก้ว 7 ชั้น ล้อมไว้ป้องกัน เมื่อถอนกลดเพื่อจะเดินทางต่อ จะต้องไม่ลืมท่องคาถาถอนกำแพง 7 ชั้นออก มิฉะนั้นสัตว์ป่าอาจหลงเข้าไปจะได้รับอันตรายถึงตายแล้วจะเป็นบาป

หลวงพ่อพรหม เดินธุดงค์อยู่ในประเทศพม่านานพอสมควร จึงเดินทางลัดเลาะมาตามแม่น้ำสายต่าง ๆ ผ่านมาทางด่านแม่ละเมา จังหวัดตาก เดินทางเรื่อยมา จนถึงเขาช่องแค ตำบลพรหมนิมิต อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์

ขณะนั้นเกิดฝนตกหนัก ได้หลบฝนไปอยู่ในถ้ำ เป็นถ้ำเล็ก ๆ บนเขาช่องแค ต่อมาหลวงพ่อเห็นว่าเขาช่องแคนี้เป็นที่วิเวก เหมาะแก่การบำเพ็ญธรรม จึงเริ่มต้อนปลูกต้นไม้แห่งศรัทธาลง ณ เขาช่องแค แห่งนี้

สร้างวัดช่องแค

ขณะที่ท่านจำพรรษาอยู่ ณ ถ้ำเขาช่องแคนั้น วัดช่องแค มีภิกษุจำพรรษาอยู่ 2 รูป แต่ยังไม่มีเจ้าอาวาส ภายในวัดยังไม่มีเสนาสนะใด บริเวณวัดรกรุงรัง
ต่อมากำนักคล้าย มีสวัสดิ์ นางแตงกวา ตั้งสุวรรณ นางเผือก เพชรมนตรี และอีกหลายคน ไปนิมนต์หลวงพ่อพรหม ลงมาจำพรรษาข้างล่าง ซึ่งคือวัดช่องแคในปัจจุบันนี้

หลวงพ่อพรหมจึงได้เป็นเจ้าอาวาสวัดช่องแครูปแรก ชาวบ้านเจ้าของที่ดินก็บริจาคที่ดินเพิ่มขึ้น หลวงพ่อเริ่มสร้างวัดจากวัดที่รกรุงรัง ให้เป็นวัดที่มีเสนาสนะต่าง ๆ ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2460 เริ่มสร้างกุฏิ โรงครัว ศาลาการเปรียญ

ซึ่งส่วนหนึ่งของปัจจัยได้มาจากการขายมรดกของหลวงพ่อเอง รวมทั้งการบริจาคของชาวช่องแค เริ่มทำการก่อสร้างโบสถ์ ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูงเป็นอย่างมาก คณะกรรมการวัดจึงได้เริ่มขออนุญาตจัดสร้างวัตถุมงคลขึ้น

เมื่อหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ มีแต่ให้ไม่เคยสะสม เรื่องการแจกทานจึงกลายเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงการแจกวัตถุมงคล เช่น ผ้าขาวม้า รูปถ่ายขนาดเล็ก เหรียญโล่ขนาดเล็ก (พ.ศ. 2515) สมเด็จตรายาง ซึ่งได้แจกจนหมดไม่มีเหลือเก็บไว้ จึงเป็นที่มาของเหรียญแจกท่าน และผ้าขาวม้าแจกทานอันลือลั่น เป็นต้นฉบับของเหรียญแจกทานของคณาจารย์ยุคปัจจุบันหลายสำนัก

ระฆัง เอกลักษณ์ประจำตัวหลวงพ่อ พรหม

วัตถุมงคลของท่านหลายรุ่นจะมีรูประฆัง ไม่ว่าจะเป็นเหรียญรูประฆัง หรือพระเนื้อผงมีรูปหลวงพ่อนั่งอยู่ในระฆังจนดูเหมือนวัตถุมงคลรูประฆังจะเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของหลวงพ่อ

เนื่องจากครั้งที่ท่านเดินธุดงค์ไปยังประเทศพม่า ได้ไปนมัสการพระเจดีย์ชะเวดากอง ได้เห็นระฆังใบใหญ่ ลักษณะกลมคล้ายกับขันข้าวใส่บาตรพระ หมุนรอบตัวเองได้ท่านประทับใจมาก

เมื่อกลับมาอยู่วัดช่องแค จึงคิดจะสร้างระฆังตามแบบของพม่า ได้รวบรวมขันลงหิน ถาดทองเหลือ ทัพพี โลหะชนิดต่าง ๆ ได้จัดซื้อทองเหลืองเพิ่ม แล้วจึงปั้นหุ่นโดยใช้ขี้ผึ้งหนัก 1 บาท ต่อทองหนัก 8 บาท แต่เมื่อช่างเททองลงในหุ่น ปรากฏว่าทองลงไปไม่ถึงหูระฆัง จึงเทไม่ติดซึ่งได้ใช้ความพยายามอยู่หลายครั้งก็ไม่ได้ผล จึงล้มเลิกความตั้งใจ

ต่อมา พ.ศ. 2516 พ.ต.อ. อภัย วรดิถี ประธานกรรมการพัฒนาวัดช่องแค ได้ขออนุญาตหลวงพ่อ นำทองที่หล่อระฆังไม่ติด ไปสร้างวัตถุมงคล แล้วนำเข้าพิธีปลุกเสกเมื่อวันเสาร์ 5 พ.ศ. 2516 ซึ่งต่อมาวัตถุมงคลเนื้อทองเหล่านี้ เป็นที่นิยมในวงการพระเครื่องอย่างสูง

 

การปลุกเสกวัตถุมงคล

หลวงพ่อพรหมมีวิธีการปลุกเสกวัตถุมงคลไม่เหมือนใคร ส่วนใหญ่จะปลุกเสกหลังจากเที่ยงคืนไปแล้ว โดยเอาวัตถุมงคลต่าง ๆ ใส่ลงในบาตร ถ้ามีเทียนชัย หลวงพ่อจะจุดเทียนชัยหยดน้ำตาเทียนลงในขันน้ำมนต์

แล้วนำเทียนชัยวนโดยรอบวัตถุมงคล 9 รอบ แล้วจึงเอาแป้งดินสอพองมาเจิมที่วัตถุมงคล เอามือคนไปรอบ ๆ โดยที่หลวงพ่อลืมตาเพ่งกระแสจิต อัดพลัง ต่อมาก็เอาน้ำพระพุทธมนต์ ประพรมวัตถุมงคลทั้งหลาย แล้วจับภาชนะใส่วัตถุมงคลเพ่งกระแสจิตอีกครั้ง จนกระทั่งเห็นวัตถุมงคลเหล่านั้น มีรังสีพุ่งออกมา จึงเอาน้ำพระพุทธมนต์ประพรมวัตถุมงคลอีกครั้ง จึงเสร็จพิธี

มรณภาพ

หลวงพ่อพรหม ถาวโร จำพรรษาและเป็นเจ้าอาวาสวัดช่องแคช โดยไม่ได้ย้ายไปอยู่วัดใดอีกเลย ตลอดระยะเวลา 58 ปี ท่านลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาส เมื่อ พ.ศ. 2514 รวมเป็นเจ้าอาวาสวัดช่องแคเป็นเวลา 54 ปี (พ.ศ. 2460 – 2514) เพื่อให้พระปลัดแบงค์ ธมฺมวโร เป็นเจ้าอาวาสสืบแทน

ตลอดเวลาที่จำพรรษาอยู่วัดช่องแค ได้สร้างคุณประโยชน์โดยการทำนุบำรุงศาสนา รักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการก่อสร้างเสนาสนะต่าง ๆ ภายในวัด ให้การอุปถัมภ์โรงเรียนวัดช่องแค ซึ่งตั้งอยู่ในวัด

จนกระทั่งหลวงพ่อพรหม มรณภาพลงเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2518 เวลา 15.00 น. ณ. โรงพยาบาลบ้านหมี่ จ.ลพบุรี รวมอายุ 91 ปี 71 พรรษา

มรณภาพแล้วศพไม่เน่าเปื่อย

หลังจากหลวงพ่อพรหม มรณภาพแล้ว คณะกรรมการวัดได้บรรจุศพของท่านไว้ในโลงแก้ว อยู่บนศาลาการเปรียญ ศพของท่านไม่เน่าเปื่อย มด ไร มอด และแมลง ไม่ได้รบกวนทำลายชิ้นส่วนใดในร่างกายของท่านแม้แต่น้อย คล้ายกับหลวงพ่อนอนหลับอยู่ แม้ว่าท่านจะมรณภาพมาแล้วถึง 45 ปี

สิ่งมหัสจรรย์ที่เกิดขึ้นเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป คือ
1. เส้นผมงอกยาว 5 – 6 มิลลิเมตร
2. เส้นขนคิ้วงอกยาว 5 – 6 มิลลิเมตร
3. เส้นขนตางอกยาว 1 เซนติเมตร
4. หนวดงอกยาว 5 – 6 มิลลิเมตร
5. เคราใต้คางยาว 5 – 6 มิลลิเมตร
6. เล็บมืองอกยาว 1 เซนติเมตร
7. เล็บเท้างอกยาว 4 – 5 มิลลิเมตร

ขอขอบคุณข้อมูลจาก พระเกจิ-คณาจารย์ นครสวรรค์