Chackphra

ชักพระ ประเพณีสำคัญภาคใต้ วันออกพรรษา

หากจังหวัดอุบลราชธานี มีพิธีแห่เทียนพรรษา เป็นไฮไลต์ช่วงเข้าพรรษา ทางภาคใต้เองก็มีพิธีเกี่ยวเนื่องกัน แต่เป็นหลังออกพรรษา เรียกว่า ประเพณี ชักพระ

ประเพณีชักพระ บางท้องถิ่นเรียกว่า “ประเพณีลากพระ ” เป็นประเพณีพื้นเมืองของชาวภาคใต้ สันนิษฐานว่า ได้รับการสืบทอดกันมานานตั้งแต่สมัยอาณาจักรศรีวิชัย

ต้นกำเนิดมาจากประเพณีที่ได้รับการดัดแปลงมาจาก การแห่เทวรูป ของพรามหณ์ฮินดูในประเทศอินเดีย ที่นิยมเอา เทวรูปออกแห่ในโอกาสต่าง ๆ

ด้านศานาพุทธได้นำมาปรับให้เข้ากันกับความเชื่อทางพระพุทธศานา ในตำนานประเพณีชักพระเล่าถึง เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทำ ยมกปาฏิหาริย์ เพื่อปราบเดียรถีย์ ณ ป่ามะม่วง กรุงสาวัตถี จากนั้นจึงเสด็จยังดาวดึงส์ เพื่อโปรดพุทธมารดา

หลังจากนั้น 3 เดือนจึงกลับลงมาจากเทวโลก ซึ่งเป็นวันออกพรรษา พุทธศาสนิกชนที่ทราบข่าว จึงมารอรับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น พร้อมกับเตรียมภัตตาหารเพื่อถวายแด่พระพุทธองค์

แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนที่มารอรับเสด็จ มีเป็นจำนวนมาก จึงไม่สามารถจะเข้าไปถวายภัตตาหาร ถึงพระพุทธองค์ได้ทั่วทุกคน จึงจำเป็นที่ต้องเอาภัตตาหารห่อใบไม้ส่งต่อ ๆ กันเข้าไปถวาย

ส่วนคนที่อยู่ไกลออกไปมาก ๆ จะส่งต่อ ๆ กันก็ไม่ทันใจ จึงใช้วิธีห่อภัตตาหารด้วยใบไม้โยนไปบ้าง ปาบ้าง ข้าไปถวายเป็น ที่โกลาหล โดยถือว่าเป็นการถวายที่ตั้งใจด้วยความบริสุทธิ์ด้วยแรงอธิษฐาน และอภินิหารแห่งพระพุทธองค์ ภัตตาหารเหล่านั้นไปตกในบาตรของพระพุทธองค์ทั้งสิ้น

เหตุนี้จึงเกิด ประเพณี “ห่อต้ม” “ห่อปัด” ขึ้น เพื่อเป็นการแสดงถึงความปิติยินดี ที่พระพุทธองค์เสด็จกลับจากดาวดึงส์ พุทธศาสนิกชน ได้อัญเชิญพระพุทธองค์ขึ้นประทับบนบุษบกที่เตรียมไว้ แล้วแห่แหนกันไปยังที่ประทับของพระพุทธองค์ ครั้นเลยพุทธกาลมาแล้วและเมื่อมีพระพุทธรูปขึ้น พุทธศาสนิกชนจึงนำเอาพระพุทธรูปยกแห่แหนสมมุติแทนพระพุทธองค์

เรือพระ

เรือพระ คือ รถหรือล้อเลื่อนที่ประดับตกแต่งให้เป็นรูปเรือ แล้ววางบุษบก ซึ่งภาษาพื้นเมืองของภาคใต้เรียกว่า “นม” หรือ “นมพระ” ยอดบุษบก เรียกว่า “ยอดนม” ใช้สำหรับอาราธนาพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐาน แล้วลากในวันออกพรรษา

ลากพระทางน้ำ เรียกว่า “เรือพระน้ำ” ส่วนลากพระทางบก เรียกว่า “เรือพระบก” หงส์ ช่อฟ้า ใบระกา และทุกครอบครัวต้องเตรียม “แทงต้ม” เตรียมหาใบกระพ้อ และข้าวสารข้าวเหนียวเพื่อนำไปทำขนมต้ม “แขวนเรือ”

เมื่อถึงเช้าตรู่ของวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จะอาราธนาพระพุทธรูป ขึ้นประดิษฐานบนบุษบกเหนือเรือพระ นิมนต์พระภิกษุในวัดนั้นทั้งหมดขึ้นนั่งประจำเรือพระ

พร้อมทั้งอุบาสกและศิษย์วัดที่จะติดตาม และประจำเครื่องประโคมอันมี โพน (กลองเพล) ฆ้อง โหม่ง ฉิ่ง ฉาบ แล้วชาวบ้านก็จะช่วยกันลากเรือพระออกจากวัด (ภิกษุที่จะร่วมไปด้วยต้องรับฉันภัตตาหารเช้าให้เรียบร้อยเสียก่อน) ถ้าเป็นลากพระทางน้ำก็จะใช้เรือพายลาก ถ้าเป็นการลากพระทางบกก็จะใช้คนเดินลากแล้วแต่กรณี

ขณะที่ลากเรือพระไป ใครจะมาร่วมแขวนต้มบูชาพระ หรือร่วมลากตอนไหนก็ได้ เกือบทุกท้องถิ่นกำหนดให้มีจุดนัดหมาย เพื่อให้บรรดาเรือพระทั้งหมดในละแวกใกล้เคียงไปชุมนุมในที่เดียวกัน ในเวลาก่อนพระฉันเพล ให้พุทธศาสนิกชนได้มีโอกาส “แขวนต้ม”

และถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสามเณรได้ทั่วทุกวัด หรือมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โอกาสนี้จึงก่อให้เกิดการประกวดประชันกันขึ้นโดยปริยาย เช่น การประกวดเรือพระ การแข่งขันเรือพาย การเล่นเรือโต้แก้จำกัด

การประกวดเรือเพรียวประเภทต่างๆ เช่น มีฝีพายมากที่สุด แต่งตัวสวยงามที่สุด หรือตลกขบขัน หรือมีความคิดริเริ่มดี มีการแข่งขันตีโพนประเภทตีดัง ตีทน ตีท่าพลิกแพลง ลีลาการตีสวยงาม เป็นต้น และบางทีก็มีกิจกรรมแปลก ๆ เช่น กีฬาซัดต้ม